กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เชิญชวนประชาชนทุกช่วงวัยร่วมสร้างสุขภาพดี เนื่องในวันวิ่งโลก (Global Running Day) วันที่ 3 มิถุนายน 2569 โดยส่งเสริมการวิ่งและการมีกิจกรรมทางกาย อย่างเหมาะสม ปลอดภัย และสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) พร้อมย้ำผู้ที่มีโรคประจำตัวควรประเมินความพร้อมด้านสุขภาพก่อนเข้าร่วมกิจกรรมหรือการแข่งขันวิ่ง
วันนี้ (3 มิถุนายน 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า กรีฑาโลก (World Athletics) กำหนดให้วันพุธแรกของเดือนมิถุนายนของทุกปีเป็นวันวิ่งโลก เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั่วโลกเห็นความสำคัญของการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงได้ง่าย ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพ หัวใจและหลอดเลือด ควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด และลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนี้ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ประมาณการว่า การมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรโลกถึงร้อยละ 5.5 หรือ 3.2 ล้านคนต่อปี ข้อมูลจากรายงานสุขภาพคนไทย ปี พ.ศ. 2563 ยังพบว่า ปัจจุบันประชาชนให้ความสนใจการออกกำลังกายและเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งเพิ่มมากขึ้นต่อเนื่องสูงถึง 16 ล้านคน จากข้อมูลการจัดกิจกรรมวิ่งทั่วประเทศตั้งแต่ปี พ.ศ. 2565 ถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 มีการจัดงานวิ่งทั้งหมด 5,858 งานโดยในช่วงเดือนธันวาคมถึงมกราคมเป็นฤดูกาลที่มีการจัดกิจกรรมวิ่งจำนวนมากทั่วประเทศ จากข้อมูลเฝ้าระวัง พบผู้เกิดเหตุการณ์หมดสติหรือเสียชีวิตขณะวิ่งในงานวิ่ง จำนวน 53 ราย รอดชีวิต 47 ราย และเสียชีวิต 6 ราย คิดเป็นประมาณ 9 เหตุการณ์ต่อการจัดงานวิ่ง 1,000 งาน แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะพบได้ไม่บ่อยเมื่อเทียบกับจำนวนงานวิ่งที่จัดขึ้นทั่วประเทศ ในปี พ.ศ. 2569 (ข้อมูลถึงเดือนพฤษภาคม 2569) พบเหตุการณ์หมดสติขณะวิ่งในงานวิ่ง จำนวน 3 ราย ทั้งหมดเป็นเพศชาย โดยไม่มีผู้เสียชีวิต ทั้งนี้ ผู้ประสบเหตุทุกรายได้รับการช่วยเหลือด้วยการกู้ชีพ (CPR) ภายใน 4 นาทีอย่างทันท่วงทีและรอดชีวิต สะท้อนถึงความสำคัญของระบบการแพทย์ฉุกเฉินและมาตรการความปลอดภัยที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในกิจกรรมวิ่งของประเทศไทย
นายแพทย์นิติ เหตานุรักษ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิ่งจะเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่นักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมควรให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวก่อนงานวิ่งและการดูแลตัวเองขณะวิ่ง อบอุ่นร่างกายก่อนวิ่งและผ่อนคลายกล้ามเนื้อหลังวิ่งทุกครั้งจากสถิติเหตุการณ์การหมดสติหรือเสียชีวิตขณะวิ่งในงานวิ่ง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่พบในระยะทางช่วงสุดท้ายบริเวณใกล้ถึงเส้นชัย (Quarter 4) ร้อยละ 32.1 ซึ่งเป็นช่วงที่นักวิ่งจำนวนมากมักเร่งทำความเร็วเพื่อเข้าเส้นชัย และระยะทางที่ผู้เกิดเหตุการณ์ลงแข่งขันจำนวนมากที่สุด คือ 21 กิโลเมตร ร้อยละ 34.0 ข้อมูลการเฝ้าระวังยังพบว่า มากกว่า 9 ใน 10 ของผู้เกิดเหตุทั้งหมดเป็นเพศชาย พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ 50 - 59 ปี ซึ่งเป็นวัยที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพก่อนเข้าร่วมการแข่งขัน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เกิดเหตุได้รับ การวินิจฉัยเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งเป็นโรคที่อาจไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก ผู้มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะเคยได้รับการวินิจฉัยโรคหัวใจและหลอดเลือด ต้องได้รับการประเมินสมรรถภาพ และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนลงแข่งขันวิ่งทุกครั้ง นอกจากนี้ การวิ่งในกิจกรรมต่างๆหรือการแข่งขันวิ่งระยะไกล ควรฝึกฝนร่างกายให้พร้อมตามระยะทางการแข่งขันวิ่ง ไม่ควรลงวิ่งระยะไกลเกินกว่าที่เคยซ้อมประจำ ตรวจสุขภาพประจำปีทุกปี นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำอย่างเหมาะสม ห้ามฝืนร่างกายเมื่อมีอาการผิดปกติ เช่น เจ็บแน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยผิดปกติ เวียนศีรษะ หน้ามืดหรือหมดสติ หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวต้องหยุดพัก และแจ้งเจ้าหน้าที่ภายในงานโดยเร็ว
นายแพทย์กฤษฎา หาญบรรเจิด ผู้อำนวยการกองโรคไม่ติดต่อ กล่าวว่า การวิ่งเป็นกิจกรรมทางกายที่สามารถเริ่มต้นได้ง่ายและเหมาะกับประชาชนทุกช่วงวัย ช่วยเสริมสร้างสมรรถภาพหัวใจและหลอดเลือดควบคุมน้ำหนัก ลดความเครียด และลดความเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยองค์การอนามัยโลกแนะนำให้ประชาชนมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น เดินเร็ว วิ่งเบา ๆ หรือปั่นจักรยาน ที่ทำแล้วหัวใจเต้นเร็วขึ้น มีเหงื่อซึมแต่ยังพูดคุยเป็นประโยคได้ หรือกิจกรรมระดับหนักอย่างน้อย 75 นาทีต่อสัปดาห์ เช่น วิ่งมาราธอน หรือเล่นกีฬาที่ทำให้รู้สึกเหนื่อยหอบ พูดไม่เป็นประโยค เพื่อส่งเสริมสุขภาพและลดการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
กรมควบคุมโรค ขอเชิญชวนประชาชนทุกช่วงวัยร่วมสร้างสุขภาพดีด้วยการมีกิจกรรมทางกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเริ่มต้นจากการเดิน วิ่ง หรือออกกำลังกายที่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง ควบคู่กับการประเมินความพร้อมก่อนออกกำลังกาย เพื่อช่วยลดความเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีและสร้างสังคมไทยที่มีสุขภาพแข็งแรงอย่างยั่งยืน
********************************
ข้อมูลจาก : กองโรคไม่ติดต่อ/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค
วันที่ 3 มิถุนายน 2569