สำนักสื่อสารความเสี่ยงและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ
Responsive image

กรมควบคุมโรค เตือน “โรคมือเท้าปาก” เริ่มระบาดช่วงเปิดเทอมรับหน้าฝน แนะผู้ปกครอง และสถานศึกษาเพิ่มการเฝ้าระวังในเด็กเล็ก

 


       กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยในช่วงฤดูฝนของทุกปีเป็นช่วงฤดูกาลระบาดหลักของโรคมือเท้าปาก เตือนผู้ปกครอง สถานศึกษา ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือสถานรับเลี้ยงเด็กในชุมชน เพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองและเฝ้าระวังเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะหลังช่วงเปิดภาคเรียนที่มีการทำกิจกรรมร่วมกันและมีโอกาสสัมผัสใกล้ชิดกันมากขึ้น ทั้งนี้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองภายใน 7 – 10 วัน แต่ในบางรายโดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงทางระบบประสาท หัวใจ หรือระบบทางเดินหายใจได้ จึงควรได้รับการสังเกตอาการและดูแลอย่างใกล้ชิด

       วันนี้ (29 มิถุนายน 2569) นายแพทย์มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคดิจิทัล (DDS) กองระบาดวิทยา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 25 มิถุนายน 2569 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากสะสม 16,332 ราย และยังไม่พบรายงานผู้เสียชีวิต โดยจำนวนผู้ป่วยในปีนี้ยังต่ำกว่าปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน กลุ่มเด็กเล็กอายุ 0 – 4 ปี มีจำนวนผู้ป่วยสูงที่สุดอย่างเห็นได้ชัด รองลงมาคือ กลุ่มอายุ 5 – 9 ปี และกลุ่มอายุ 10 – 14 ปี ตามลำดับ ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีอัตราป่วยสูงที่สุด จากการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายโดยการสุ่มตัวอย่างส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ ในปี พ.ศ. 2569 พบ Coxsackievirus A16 (ร้อยละ 36.36) เป็นสายพันธุ์หลัก ส่วนสายพันธุ์ก่ออาการรุนแรงอย่าง Enterovirus 71 (EV71) แม้จะยังพบในสัดส่วนที่น้อย แต่ก็ประมาทไม่ได้

       “จากสถิติย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558 – 2568) พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมของทุกปี ซึ่งปัจจุบันกำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้นตามวงรอบของการระบาดตามฤดูกาล จึงขอให้ครู ผู้ปกครอง และผู้ดูแลเด็ก เฝ้าสังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีไข้ ร่วมกับมีแผลหรือจุดแดงในช่องปาก เช่น บริเวณลิ้น เพดานปาก หรือกระพุ้งแก้ม มีผื่นหรือตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า ลำตัว หรือก้น ในเด็กเล็กมีอาการงอแง ไม่ยอมรับประทานอาหารหรือดื่มนม มีน้ำลายไหลหรือบ่นเจ็บปาก ให้สงสัยว่าอาจเป็นโรคมือเท้าปาก ในกรณีที่มีอาการรุนแรง เช่น ไข้สูง รับประทานอาหารและน้ำได้น้อยมาก ซึมลง ชักเกร็ง อาเจียนมาก หรือหายใจหอบเหนื่อย ควรรีบพาไปพบแพทย์ทันทีเพื่อรับการวินิจฉัยและรักษา เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะสมองอักเสบหรือกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าว

       ด้าน นายแพทย์ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค ได้ให้คำแนะนำการป้องกันโรคในสถานศึกษาและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ดังนี้ 1) บุคลากรทางการศึกษาควรคัดกรองเด็กทุกเช้าอย่างเคร่งครัด หากพบเด็กป่วย เช่น มีไข้ มีตุ่มน้ำใสขึ้นที่มือ เท้า หรือมีแผลในปาก ให้แยกออกจากเด็กคนอื่นทันที พร้อมแจ้งผู้ปกครองให้รับเด็กกลับบ้านและให้หยุดเรียนจนกว่าจะหายดี 2) หากมีเด็กป่วยตั้งแต่ 2 รายขึ้นไปในห้องเรียนเดียวกันใน 1 สัปดาห์ ต้องปิดห้องเรียนที่มีเด็กป่วยอย่างน้อย 1 วัน เพื่อทำความสะอาดและเฝ้าระวังคัดกรองเด็กป่วยให้เข้มข้นต่ออีก 1 สัปดาห์ 3) ทำความสะอาดเครื่องใช้ ของเล่นเด็ก และพื้นที่ห้องเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้น้ำยาทำความสะอาดที่เหมาะสม เช่น ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน สบู่ น้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารละลายคลอรีน เช่น น้ำยาฟอกขาวผสมกับน้ำตามอัตราส่วนที่เหมาะสม และ 4) ส่งเสริมพฤติกรรมอนามัยที่เหมาะสมแก่เด็กและผู้ดูแล โดยเน้นการล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะก่อนรับประทานอาหาร หลังขับถ่ายและหลังสัมผัส น้ำมูก น้ำลาย หรือสิ่งขับถ่ายของเด็ก เนื่องจากเชื้อสามารถติดต่อและแพร่กระจายได้ผ่านการสัมผัสน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากตุ่มพอง และอุจจาระของผู้ป่วย รวมถึงการสัมผัสของเล่น เครื่องใช้ หรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อ ทั้งนี้ หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422

 

**************************************

ข้อมูลจาก : กองระบาดวิทยา/สำนักสื่อสารความเสี่ยงฯ กรมควบคุมโรค

วันที่ 29 มิถุนายน 2569


ข่าวสารอื่นๆ